ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์    โรงพยาบาลค่ายกฤษณ์สีวะรา    อ.เมือง    จ.สกลนคร    47000
 
 
 
 
<ย้อนกลับ>                                                                              พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535

               
              เนื่องจากปรากฏว่าอุบัติเหตุอันเกิดจากรถได้ทวีจำนวนขึ้นในแต่ละปี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็น จำนวนมาก โดยผู้ประสบภัย ไม่ได้รับการ ชดใช้ ค่าเสียหาย หรือได้รับชดใช้ไม่คุ้มกับความเสียหาย ที่ได้รับจริงและหาก ผู้ประสบภัยจะใช้สิทธิ เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งก็ต้องใช้เวลาดำเนินคดียาวนาน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ ประสบภัยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นที่แน่นอน และทันท่วงทีจึงประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 เมษายน 2535 ละประกาศ บังคับให้เจ้าของรถทุกคันจัดทำประกัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2536 ดังสรุปได้ดังนี้
กรณีอุบัติเหตุจากรถ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
ผู้ประสบภัยจากรถ หมายถึง ผู้ขับขี่รถ ผู้โดยสาร ผู้ซึ่งอยู่ในหรือบนหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของรถหรือขณะกำลังขึ้น-ลงจากรถ และผู้ใช้ถนนหรือแม้แต่คนที่กำลังนอนอยู่ในบ้าน ผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยอันเนื่องมาจากรถ ได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้น โดยได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียหายเบื้องต้น ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน

รถที่ต้องจัดทำประกันประกันภัยตามกฎหมาย

1. รถยนต์
2. รถพ่วง
3. รถจักรยานยนต์
4. รถสามล้อเครื่อง
5. รถอีแต๋น
6. รถแทรกเตอร์ หรือรถบดถนน ยกเว้น รถไฟ เป็นต้น

ความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครอง


ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอ ซึ่งมีกฎกระทรวงกำหนดให้ความเสียหายที่จะให้ได้รับ ค่าเสียหายเบื้องต้น มีรายการดังนี้
1. กรณีได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เสียชีวิต ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ได้แก่
( ก ) ค่ายา ค่าอาหารทางเส้นเลือด ค่าอ๊อกซิเจน และอื่นๆ ทำนองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษา
( ข ) ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษารวมทั้งค่าซ่อมแซม
( ค ) ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจรักษา ค่าวิเคราะห์โรค ทั้งนี้ไม่รวมถึงค่าจ้างพยาบาลพิเศษและ
ค่าบริการอื่นทำนองเดียวกัน
( ง ) ค่าห้องและค่าอาหารตลอดเวลาที่เข้ารักษาพยาบาล
( จ ) ค่าพาหนะนำผู้ประสบภัยจากรถไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล
ในกรณีนี้ ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้น ตามความเสียหายที่แท้จริงหรือเท่ากับจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
2. กรณีเสียชีวิตทันที ทายาทโดยชอบธรรมของผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพผู้ประสบภัยจากรถ โดยจะได้รับชดใช้ค่าเสียหายเบื้องต้นจำนวน 35,000 บาท ต่อหนึ่งคน
3. กรณีผู้ประสบภัยจากรถเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล และถึงแก่ความตายในภาย หลัง จะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาล (15,000 บาท) และค่าปลงศพ (35,000 บาท) รวมกันแล้วไม่เกิน 50,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น


ค่าเสียหายส่วนนี้ต้องรอพิสูจน์ถูกผิดก่อน ผู้ประสบภัยจากรถจะได้รับค่าชดเชย ค่าเสียหาย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นในข้อ 1-3 ที่กล่าวมา ดังนี้
(1) กรณีได้รับบาดเจ็บแต่ไม่เสียชีวิต ได้รับค่าเสียหายตามความจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อหนึ่งคน รวมแล้วไม่เกิน 50,000 บาท
(2) กรณีเสียชีวิตทันที ได้รับค่าชดใช้ค่าเสียหายรวมกันเป็นเงิน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน
(3) กรณีผู้ประสบภัยจากรถถึงแก่ความตายหลังจากที่มีการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล
ได้รับค่าชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน (ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็น ค่ารักษา พยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท รวมแล้วต้องไม่เกิน 50,000 บาท)
หมายเหตุ เปลี่ยนแปลงตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 39/2546 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2546

กรณีมอบอำนาจให้สถานพยาบาล หลักฐานที่ผู้ประสบภัยจากรถจะนำมาแสดงเมื่อได้รับอุบัติเหตุ

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยจากรถ หรือสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ใช้
สำเนาสูติบัตร (ใบเกิด)
2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัยจากรถ
3. สำเนาใบขับขี่ของผู้ขับขี่ (ถ้ามี)
4. สำเนาบันทึกประจำวันของตำรวจ ( แบบใช้เป็น "หลักฐาน" หรือ "คดี" )
5. สำเนาตารางกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยที่ผู้ประสบภัยประสบอุบัติเหตุ
6. สมุดคู่มือรถ หรือสำเนาสัญญาเช่าซื้อ

รายละเอียดสำคัญการแจ้งความในบันทึกประจำวันของตำรวจ ดังนี้


1. ลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ
2. วัน เวลา สถานที่เกิดอุบัติเหตุ
3. ชื่อ-นามสกุล พร้อมคำนำหน้า, อายุ, ที่อยู่ของผู้ประสบภัยจากรถ
4. ต้องระบุว่าผู้ประสบภัยจากรถ เป็น ผู้ขับขี่, ผู้โดยสาร/ซ้อนท้าย อยู่ในรถคันใด (ถ้ามีคู่กรณี)
5. ระบุยี่ห้อรถ,หมายเลขทะเบียนรถ,หมายเลขตัวถังหรือเลขเครื่องยนต์ (ในกรณีที่เป็นรถใหม่)
ให้ถูกต้องครบถ้วนและชัดเจน ตามเอกสารตารางกรมธรรม์และสมุดคู่มือรถ
6. สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ ให้ร้อยเวรรับรองสำเนาถูกต้อง

แนวทางปฏิบัติการแนะนำ/ตรวจสอบ/รับรองสิทธิ/รวบรวมหลักฐานในการเรียกเก็บ เพื่อส่งให้หน่วยเบิก
กรณีผู้ป่วยนอก สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.รถ)
วิธีปฏิบัติ เอกสารการใช้สิทธิหลักฐานการเรียกเก็บ ระยะเวลาการเรียกเก็บ
กรณีรถมีประกัน
นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถทั้งหมด ไปยื่นขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลคืนที่บริษัทประกันภัย
ที่ทำประกันไว้
กรณีนัดต่อเนื่อง
ให้ใช้สิทธิ พ.ร.บ.รถ ครบตามสิทธิแล้วจึงใช้สิทธิ
บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า/สิทธิข้าราชการ/
สิทธิรัฐวิสาหกิจ

กรณีรถไม่มีประกัน

ค่ารักษาพยาบาลตามจริงไม่เกิน 15,000 บาทต้อง"ชำระเงิน"
เองทั้งหมด ยกเว้น สิทธิประกันสังคมสามารถใช้สิทธิได้เลย
กรณีนัดต่อเนื่อง
ให้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า/สิทธิข้าราชการ/
สิทธิรัฐวิสาหกิจ
หลักฐาน พ.ร.บ.รถ
1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัย
จากรถหรือสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ใช้สำเนาสูติบัตร(ใบเกิด)
2. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัยจากรถ
3. สำเนาใบขับขี่ของผู้ขับขี่ (ถ้ามี)
4. สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ (แบบใช้เป็น"หลักฐาน") กรณีชนแล้วหนี(ไม่รู้ว่าใครเป็นคนชน)ใช้ แบบเป็น "คดี"
5.สำเนาตารางกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยท
ี่ผู้ประสบภัยประสบอุบัติเหตุ
6. สำเนาคู่มือรถ/สำเนาสัญญาเช่าซื้อ
7. ใบเสร็จรับเงิน (ตัวจริง)
8. ใบรับรองแพทย์
ภายใน 180 วัน
นับจากวันเกิดเหตุ

หมายเหตุ

กรณีแพทย์นัดต่อเนื่องจากอุบัติเหตุจากรถ
หลักฐานการใช้สิทธิกรณีนัดต่อเนื่อง
1. กรณีมีใบส่งตัวไม่ตรงกับรพ. ที่ระบุในบัตรทองแนะนำให้ผู้ป่วยนำใบนัดไปพบแพทย์
ในสถานพยาบาลที่ระบุในบัตรทอง ถ้าแพทย์รักษาได้ไม่ต้องมาตามนัด แต่ถ้าแพทย์รักษาไม่ได้ จะมีใบส่งตัวจากสถานพยาบาลนั้นถึงรพ.ขอนแก่น
* ใบส่งตัว (ใบใหม่)
* ใบนัด
* บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
* สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการ
ออกให้ สำหรับเด็กใช้สำเนาทะเบียนบ้านหรือสูติบัตร
2.กรณีที่มีการส่งต่อจากรพ.ที่ระบุในบัตรทองให้สำเนาใบส่งตัวในการเกิดอุบัติเหตุ
ครั้งนั้น พร้อมนำใบนัดมารักษาที่ร.พ.ขอนแก่นได้เลย
* ใบส่งตัว (ใบเดิม ที่เกิดอุบัติเหตุครั้งแรก)
* ใบนัด
* บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
* สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่
ทางราชการออกให้ สำหรับเด็กใช้สำเนาทะเบียนบ้าน
หรือสูติบัตร
แนวทางปฏิบัติการแนะนำ/ตรวจสอบ/รับรองสิทธิ/รวบรวมหลักฐานในการเรียกเก็บ เพื่อส่งให้หน่วยเบิก
กรณีผู้ป่วยใน สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.รถ)
วิธีปฏิบัติ เอกสารการใช้สิทธิหลักฐานการเรียกเก็บ ระยะเวลาในการเรียกเก็บ
แนะนำให้ญาติผู้ป่วยไปติดต่อสำนักงานประกันสุขภาพ (งานบริการด่านหน้า) พร้อมนำหลักฐานการใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาล พ.ร.บ.รถ/
บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า/บัตรประกันสังคมและบัตรประจำตัวประชาชน/
ใบส่งตัวหรือใบนัด
กรณีรถมีประกัน
* นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถทั้งหมดไปตรวจสอบที่สำนักงานประกันสุขภาพ(งานบริการด่านหน้า) เจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสุขภาพตรวจสอบหลักฐานส่งให้เจ้าหน้าที่ บริษัทประกันภัยออกเลขเคลม (เลขรับเรื่อง ) แล้วออกหนังสือรับรองการใช้สิทธ
ิการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยให้กับหอผู้ป่วยที่ผู้ป่วยนอนรักษาอยู่
หลักฐาน พ.ร.บ.รถ (ลงลายมือชื่อ-นามสกุล เอกสารอย่างละ 2 ชุด)
*สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประสบภัยจากรถหรือ
สำหรับเด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี ให้ใช้สำเนาสูติบัตร(ใบเกิด)
* สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประสบภัย
* สำเนาใบขับขี่ของผู้ขับขี่ (ถ้ามี)
*สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ (แบบใช้เป็น "หลักฐาน")
กรณีชนแล้วหนี (ไม่รู้ว่าใครเป็นคนชน) ใช้ แบบเป็น "คดี"
*สำเนาตารางกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยที่ผู้ประสบภัย
ประสบอุบัติเหตุ
* สำเนาสมุดคู่มือรถ/สำเนาสัญญาเช่าซื้อ
*ใบสรุปค่ารักษาพยาบาลลงสิทธิตามหนังสือรับรองที่สำนักงาน
ประกันสุขภาพ ออกให้
ภายใน 180 วัน นับจาก
วันเกิดเหตุ
กรณีรถไม่มีประกัน
* นำเอกสารเกี่ยวกับสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า/บัตรประกันสังคม และ
บัตรประจำตัวประชาชน ไป ตรวจสอบที่สำนักงานประกันสุขภาพ (งานบริการด่านหน้า)
โดยสามารถใช้สิทธิได้ ดังนี้
1. ค่ารักษาเบื้องต้น 15,000 บาท ต้องชำระเงินเองทั้งหมด ยกเว้นสิทธิประกันสังคมสามารถใช้สิทธิได้เลย
2. ส่วนเกินจากเบื้องต้นใช้สิทธิตามที่มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า/
ข้าราชการ หรือตามหนังสือจากต้นสังกัด
หลักฐานสิทธิบัตร (ลงลายมือชื่อ-นามสกุล เอกสารอย่างละ 2 ชุด)
* สำเนาบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า
* สำเนาบัตรประจำตัวประขาชน
* หนังสือส่งตัวจากต้นสังกัด
* สำเนาใบส่งต่อหรือบัตรนัด(ถ้ามี)
* กรณีส่งต่อต้องสอบถามค่ารักษา ณ
โรงพยาบาลที่รักษาก่อนทุกครั้ง
*ใบสรุปค่ารักษาพยาบาลลงสิทธิตามหนังสือรับรองท
ี่สำนักงานประกันสุขภาพ ออกให้
สำเนา


คำสั่งนายทะเบียน
ที่ 39/2546
เรื่อง ให้ใช้กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงใหม่แทนฉบับเดิม

ตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้มีมติให้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงิน
ค่าเสียหายเบื้องต้นและจำนวนเงินเอาประกันภัย สำหรับการประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546
ดั้งนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อาศัยอำนาจ
ตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 นายทะเบียน
จึงมีคำสั่ง ดังนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่นายทะเบียนได้ให้ความ
เห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2542 และให้ใช้ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตาม
แบบที่แนบท้ายคำสั่งนี้แทน
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความใน 2.1.2 2.1.3 2.1.4 3.2 และข้อ 5 วรรคแรก แห่งเงื่อนไข
กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่นายทะเบียนได้ให้ความเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม
2540 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
" 2.1.2 ในกรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกาย หรืออนามัยในกรณีใดกรณีหนึ่งหรือหลาย
กรณีดังต่อไปนี้ บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน
( 1 ) ตาบอด
( 2 ) หูหนวก
( 3 ) เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
( 4 ) สูญเสียอวัยวะสืบพันธ์
( 5 ) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
( 6 ) จิตพิการอย่าติดตัว
( 7 ) ทุพพลภาพอย่างถาวร
2.1.3 ในกรณีเสียชีวิต บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท
ต่อหนึ่งคน


2.1.4 ในกรณีได้รับความเสียหายตาม 2.1.1 และต่อมาได้รับความเสียหายตาม 2.1.2
หรือ 2.1.3 หรือทั้งตาม 2.1.2 และ 2.1.3 บริษัทจะจ่ายเต็มตามจำนวนเงินคุ้มครองสูงสุด
100,000 บาท ต่อหนึ่งคน "
" 3.2 กรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อชีวิต บริษัทจะจ่ายค่าปลงศพและค่าใช้จ่าย
อันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพของผู้ประสบภัยตามจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท
ต่อหนึ่งคน " และ
" ข้อ 5. การสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน และค่าปลงศพ ในกรณีรถที่เอา
ประกันภัยไว้กับบริษัทประสบอุบัติเหตุชนกับรถอื่นซึ่งมีการประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครอง
ผู้ประสบภัยจากรถด้วย เป็นเหตุให้ผู้ประสบภัยได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และไม่มีฝ่ายใด
ยอมรับผิดในเหตุที่เกิดขึ้น บริษัทตกลงจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จรับเงิน ไม่เกิน
50,000 บาท ต่อหนึ่งคนสำหรับกรณีได้รับบาดเจ็บ แต่กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ
อย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายค่าทดแทน หรือค่าปลงศพ เป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ต่อหนึ่ง
คน ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทของผู้ประสบภัย ซึ่งโดยสารมาในรถหรือกำลังขึ้นหรือกำลังลง
จากรถที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทไปก่อน "
ข้อ 3 ในกรณีที่บริษัทยังไม่สามารถแก้ไขตารางและเงื่อนไขกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัย
จากรถ ตามข้อ 1 และข้อ 2 ได้ ให้บริษัทใช้ตารางและกรมธรรม์ประกันภัยเดิมออกให้ผู้เอา
ประกันภัยไปพลางก่อนได้ ไม่เกินวันที่ 1 มกราคม 2546 แต่บริษัทต้องยึดถือตามตารางและ
เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้มีการแก้ไขตามคำสั่งนี้
ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยที่เริ่มมีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1
เมษายน 2546 เป็นต้นไป


สั่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2546


( นางสาวพจนีย์ ธนวรานิช )
อธิบดีกรมการประกันภัย
นายทะเบียน

 

ที่ กค 0417/ ว 171 กรมบัญชีกลาง
ถนนพระราม 6 กทม. 10400

3 มิถุนายน 2546

เรื่อง ซ้อมความเข้าใจกรณีสิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามสิทธิต่าง ๆ
เรียน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม

ด้วยปรากฏว่าส่วนราชการและสถานพยาบาลต่าง ๆ ยังไม่เข้าใจในวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับ
การเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล คามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีผู้มีสิทธิ หรือบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยจากรถตาม
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือผู้ถือบัตรประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติ
ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปโดยถูกต้อง กลมบัญชีกลาง
ขอเรียนซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ดังนี้
1. พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 และที่แก้ไข
เพิ่มเติม มาตรา 9 ได้บัญญัติ กรณีผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือบุคคลใน
ครอบครัวของผู้นั้น มีสิทธิหรือได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับ
เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับ ต่ำกว่า
เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการ
เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่
2. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้มีการจ่าย
ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลแก่ผู้ประสบภัย
จากรถ จากบริษัทที่ได้รับประกันภัยไว้หรือจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการและอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้ได้รับ
บำนาญ เบี้ยหวัด และบุคคลในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว หากเป็นผู้ประสบภัยตามพระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ
ประเภทผู้ป่วยภายนอกหรือผู้ป่วยภายใน หรือสถานพยาบาลของเอกชนประเภทผู้ป่วยภายใน ให้ใช้สิทธิ


ขอรับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจากบริษัทประกันภัย
หรือจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยก่อน และไม่สามารถขอรับเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกา
ด้านสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้อีก เว้นแต่ ค่ารักษาพยาบาล
ที่ได้รับนั้นต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาให้ขอรับในส่วนที่ขาดจากสิทธิได้ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 1
3. พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งมีหลักการในการสร้างหลักประกัน
ให้แก่ผู้ประกันตนในการดำรงชีพ โดยบัญญัติให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนกรณีต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงกรณี
คลอดบุตร กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยด้วย ดังนั้น กรณีบุคคลในครอบครัวของข้าราชการ ลูกจ้าง
ประจำ ผู้ได้รับบำนาญ เบี้ยหวัด ที่เป็นผู้ประกันตน และมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ
ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการประเภทผู้ป่วย
ภายนอกหรือผู้ป่วยภายใน หรือสถานพยาบาลของเอกชนประเภทผู้ป่วยภายใน ให้บุคคลในครอบครัว
ดังกล่าวใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติประกันสังคมก่อนและผู้มีสิทธิไม่สามารถขอรับเงินค่ารักษาพยาบาล
สำหรับบุคคลในครอบครัวนั้น ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523
และที่แก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่ ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับดังกล่าวต่ำกว่าสิทธิตามพระราชกฤษฎีกา ให้ขอรับ
ในส่วนที่ขาดจากสิทธิได้ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ 1
4. กรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวใน
ข้อ 2 หรือ 3 แล้วแต่กรณีและได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการประเภท
ผู้ป่วยใน ส่วนราชการต้นสังกัดสามารถออกหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลให้ได้
ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2545
โดยสถานพยาบาลจะเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้วข้างต้น ก่อนวางฎีกา
เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่เกินจากจำนวนที่ได้รับตามพระราชบัญญัติกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย
จากรถ พ.ศ. 2535 หรือพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามสิทธิแห่ง
พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 9
และมาตรา 11

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

( นางสาวสุภา ปิยะจิตติ )
รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน
อธิบดีกลมบัญชีกลาง
กลุ่มงานสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
โทร.0 2273 9561

                                                                                          ********************************************************
กฎกระทรวง
กำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามชนิด ประเภท และขนาดของรถ
พ.ศ. ๒๕๔๗

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๔๐
และมาตรา ๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ อันเป็น
พระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙
ประกอบกับมาตรา ๔๗๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้
โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกกฎกระทรวงไว้
ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ ( พ.ศ. ๒๕๔๐ ) ออกตามความในพระราช
บัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕
ข้อ ๒ เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันการเสียหาย
สำหรับผู้ประสบภัย โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อครั้ง ดังต่อไปนี้
( ๑ ) ห้าล้านบาท สำหรับรถที่มีที่นั่งไม่เกินเจ็ดคนหรือรถบรรทุกผู้โดยสารรวมทั้งผู้ขับขี่
ไม่เกินเจ็ดคน
( ๒ ) สิบล้านบาท สำหรับรถที่มีที่นั่งเกินเจ็ดคนหรือรถบรรทุกผู้โดยสารรวมทั้งผู้ขับขี่
เกินเจ็ดคน
ข้อ ๓ ในการประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อครั้งตามข้อ ๒ ให้มี
จำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อคน ดังต่อไปนี้
( ๑ ) ห้าหมื่นบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย
นอกจากกรณีตาม ( ๒ )
( ๒ ) หนึ่งแสนบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัย
อย่าหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
( ก ) ตาบอด
( ข ) หูหนวก
( ค ) เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
( ง ) สูญเสียอวัยวะสืบพันธ์
( จ ) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรืออวัยวะอื่นใด
( ฉ ) จิตพิการอย่าติดตัว
( ช ) ทุพพลภาพอย่างถาวร
( ๓ ) หนึ่งแสนบาทต่อคน สำหรับความเสียหายต่อชีวิต
ข้อ ๔ ในกรณีที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
ไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ให้ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่ได้รับ
การประกันภัยเป็นจำนวนเท่ากับค่าเสียหายเบื้องต้นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตาม
ความมาตรา ๒๐ วรรคสอง
ข้อ ๕ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ เป็นต้นไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗



( นายวัฒนา เมืองสุข )
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 121 ตอนที่ 29 ก ลงวันที่ 28 เมษายน 2547

*****************************************************************************************

ที่ กค 0409.6 / ว 349 กลมบัญชีกลาง
ถนนพระราม 6 กทม. 10400

8 กันยายน 2548

เรื่อง ซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการประกันภัยรถราชการ
เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกระทรวง อธิบดี อธิการบดี เลขาธิการ ผู้อำนวยการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
อ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0505/ว 69 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548
และ ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/8203 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2548

ตามหนังสือที่อ้างถึง คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 21 มิถุนายน
2548 เห็นชอบหลักเกณฑ์การประกันภัยทรัพย์สินของรัฐและอนุมัติหลักการให้รถราชการ
ต้องจัดให้มีการประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวถูกต้อง
และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี จึงเห็นสมควรซ้อมความเข้าใจ ดังนี้
1. รถราชการที่สามารถจัดทำประกันภัยและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายจากการทำประกันภัย
จะต้องเป็นรถราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ได้แก่ รถส่วนกลาง รถประจำตำแหน่ง รถรับรอง รถรับรองประจำจังหวัดและรถอารักขา ซึ่งส่วนราชการ
ได้มาโดยการซื้อ การรับบริจาคหรือได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างประเทศและขึ้นทะเบียน
เป็นครุภัณฑ์ของส่วนราชการเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานราชการ โดยการทำประกันภัยรถราชการ
ของส่วนราชการมี 2 ประเภท ดังนี้
1.1 ประเภทภาคบังคับ กำหนดให้ส่วนราชการต้องจัดให้มีการประกันภัยรถราชการ
ภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
1.2 ประเภทภาคสมัครใจ หากส่วนราชการประสงค์ที่จะจัดให้มีการประกันภัย
นอกเหนือจากการประกันภัยภาคบังคับ ( ตามข้อ 1.1 ) ให้พิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสมกับ
ภารกิจงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อมิให้เกิดภาระแก่งบประมาณแผ่นดิน
2. การขออนุมัติทำประกันภัยรถราชการประเภทภาคสมัครใจของส่วนราชการ
ในประเทศ ให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการกลั่นกรองการจัดเอาประกันภัยทรัพย์สินของรัฐ พิจารณาอนุมัติ
ก่อนการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย

คณะกรรมการกลั่นกรองการจัดเอาประกันภัยทรัพย์สินของรัฐดังกล่าว
เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 ประกอบด้วย
ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ
กรมการประกันภัย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงาน
อัยการสูงสุด และกรมธนารักษ์ เป็นกรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการ
3. การเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับการทำประกันภัยรถราชการ เช่น ค่าเบี้ยประกันภัย
เป็นต้น ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการเจ้าของงบประมาณหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
เป็นผู้พิจารณาอนุมัติการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากเงินงบประมาณ งบดำเนินงาน (ค่าตอบแทน ใช้สอย
และวัสดุ หรืองบประมาณอื่น ๆ ที่เบิกจ่ายในลักษณะเดียวกัน )
หากส่วนราชการมีเงินรายรับประเภทอื่นที่มิใช่เงินงบประมาณ เช่น เงินรายได้
หรือ เงินบำรุง เป็นต้น สามารถนำมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัยได้โดยดำเนินการ
ตามระเบียบของทางราชการ
4. รถยนต์ที่ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการทำประกันภัยรถจากเงินงบประมาณ
หรือเงินรายรับอื่นใดของส่วนราชการ ได้แก่ รถยนต์ที่ส่วนราชการจัดหาโดยการเช่า ตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 เรื่อง การเช่ารถยนต์มาใช้ในราชการ แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ว 195 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2546 และรถยนต์ส่วนตัวของ
ข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถประจำตำแหน่งที่เลือกรับเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ว 182 ลงวันที่ 10 กันยายน 2547 เรื่อง การเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทน
การจัดหารถประจำตำแหน่งสำหรับข้าราชการผู้มีสิทธิได้รถยนต์ประจำตำแหน่ง
5. สำหรับการทำประกันภัยรถราชการของส่วนราชการในต่างประเทศ ให้ถือปฏิบัติ
ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548 แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ที่ นร 0505/ว 69 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548


 
 

 

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โรงพยาบาลค่ายกฤษณ์สีวะรา อ.เมือง จ.สกลนคร 47000
โทร 0-4271-2867 FAX 0-4271-2785
Email : nintarach@hotmail.com